บทความ

กลไกการวินิจฉัยข้อโต้แย้งทางรัฐธรรมนูญในประเทศที่ไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ

29/10/2020
279

Highlight


  • ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่คุ้มครองความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ แต่ไม่จำเป็นว่าทุกประเทศจะต้องมีศาลรัฐธรรมนูญเหมือนกับประเทศไทย
  • ประเทศที่ไม่มีศาลรัฐธรรมนูญอาจกำหนดให้มีองค์กรรูปแบบอื่น อาจเป็นองค์กรทางการเมือง องค์กรกึ่งการเมืองกึ่งตุลาการ หรือองค์กรตุลาการ ทำหน้าที่พิจารณาข้อโต้แย้งทางรัฐธรรมนูญก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และความเหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ

          ศาลรัฐธรรมนูญ (constitutional court) เป็นองค์กรที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อให้มีภารกิจในการพิทักษ์ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ในประเทศไทยนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เมื่อมีข้อโต้แย้งทางรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น ก็จะมีกลไกในการเสนอข้อโต้แย้งดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อหาข้อยุติ
          
          อย่างไรก็ตาม อาจมีผู้สงสัยว่าในประเทศอื่น ๆ มีศาลรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับประเทศไทยหรือไม่ ?  
          ต้องเข้าใจก่อนว่า บรรดาประเทศทั้งหลายในโลกที่ยึดถือหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ (supremacy of constitution) ต่างพยายามสร้างกลไกในการคุ้มครองความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญขึ้นมา ดังจะเห็นได้ว่า ประเทศต่าง ๆ มักจะกำหนดให้กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทำได้ยากกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายธรรมดา ทั้งนี้ ก็เพื่อป้องกันมิให้มีการออกกฎหมายมายกเลิกรัฐธรรมนูญได้โดยง่าย

          นอกจากนี้ แต่ละประเทศอาจจัดตั้งองค์กรขึ้นมาทำหน้าที่ปกปักรักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญเป็นการเฉพาะ เมื่อมีข้อโต้แย้งทางรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น เช่น รัฐสภาตรากฎหมายโดยไม่ชอบด้วยกระบวนการที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ หรือกฎหมายที่รัฐสภาตราขึ้นมีเนื้อหาที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็จะมีช่องทางในการส่งข้อโต้แย้งดังกล่าวไปให้องค์กรที่จัดตั้งขึ้นพิจารณาต่อไป

          อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณารูปแบบองค์กรซึ่งทำหน้าที่วินิจฉัยข้อโต้แย้งทางรัฐธรรมนูญซึ่งปรากฏในประเทศต่าง ๆ แล้ว พบว่ามีความหลากหลายอยู่พอสมควร โดยอาจแยกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ องค์กรทางการเมือง องค์กรกึ่งการเมืองกึ่งตุลาการ และองค์กรตุลาการ

          1. องค์กรทางการเมือง บางประเทศกำหนดให้ “ประธานาธิบดี” หรือ “สภานิติบัญญัติ” มีอำนาจวินิจฉัยข้อโต้แย้งทางรัฐธรรมนูญ โดยเกิดจากแนวคิดที่มองว่าข้อโต้แย้งทางรัฐธรรมนูญมีลักษณะที่เป็นเรื่องทางการเมือง จึงต้องใช้องค์กรทางการเมืองในการหาข้อยุติ
          สำหรับประเทศไทยก็เคยใช้องค์กรรูปแบบนี้ในช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ ๆ ดังที่ปรากฏในมาตรา 62 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ว่า “…สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งสิทธิเด็ดขาดในการตีความแห่งรัฐธรรมนูญนี้”
          อนึ่ง ในรายงานการศึกษาวิจัยของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ปวริศ เลิศธรรมเทวี เรื่อง “องค์กรวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ: ศึกษาเปรียบเทียบในกลุ่มประเทศอาเซียน” ที่เสนอต่อสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ. 2563 พบว่า ปัจจุบันประเทศที่ใช้องค์กรในลักษณะนี้ ได้แก่ อังกฤษ ซึ่งถือหลักความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภา ส่วนประเทศที่ใช้ระบบประมุขของรัฐมีอำนาจสูงสุด เช่น จีน คิวบา เกาหลีเหนือ เป็นต้น

          2. องค์กรกึ่งการเมืองกึ่งตุลาการ บางประเทศอาจมีแนวคิดว่า ข้อโต้แย้งทางรัฐธรรมนูญมีลักษณะเป็นทั้งข้อพิพาททางการเมืองและข้อพิพาททางกฎหมาย จึงต้องจัดให้มีองค์กรวินิจฉัยข้อโต้แย้งทางรัฐธรรมนูญที่มีองค์ประกอบผสมผสานกันระหว่างผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับผู้พิพากษาตุลาการหรือนักกฎหมาย
          ประเทศที่เป็นต้นแบบขององค์กรในรูปแบบนี้ คือ ฝรั่งเศส ซึ่งมีองค์กรวินิจฉัยข้อโต้แย้งทางรัฐธรรมนูญที่เรียกว่า “คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ” (Conseil constitutionnel; constitutional council) ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการตั้งศาลรัฐธรรมนูญขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2540 ประเทศไทยก็เคยใช้องค์กรทำนองนี้เช่นเดียวกัน โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 มาตรา 200 บัญญัติให้ “คณะตุลาการรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประธาน รัฐสภา ประธานวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา อัยการสูงสุด และผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ หรือสาขารัฐศาสตร์อีกหกคนซึ่งวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรแต่งตั้งสภาละสามคน”

          3. องค์กรตุลาการ บางประเทศมองว่าข้อโต้แย้งทางรัฐธรรมนูญมีลักษณะเป็นข้อพิพาทในทางกฎหมาย จึงเลือกที่จะกำหนดให้ “ศาล” (court) เป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยข้อโต้แย้งทางรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ในบางประเทศอาจจัดตั้งศาลขึ้นมาโดยเฉพาะ เช่น ในประเทศไทยที่มีการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ (constitutional court) ขึ้นมา โดยรับอิทธิพลมาจากศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมนีและออสเตรีย
          อย่างไรก็ตาม ในบางประเทศโดยเฉพาะประเทศที่ใช้ระบบศาลเดี่ยว ซึ่งมีศาลยุติธรรมหรือศาลธรรมดาประเภทเดียวทำหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาททางกฎหมาย อาจกำหนดให้ศาลสูงสุด (supreme court) ในระบบศาลยุติธรรมหรือศาลธรรมดานั้น เป็นผู้วินิจฉัยข้อโต้แย้งทางรัฐธรรมนูญ สหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างอันดีของประเทศที่เลือกใช้องค์กรในลักษณะนี้

          ด้วยเหตุนี้ จึงไม่จำเป็นว่าทุกประเทศจะต้องมีศาลรัฐธรรมนูญเหมือนกับประเทศไทย ในประเทศอื่น ๆ ที่ไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ อาจมีองค์กรรูปแบบอื่นทำหน้าที่วินิจฉัยข้อโต้แย้งทางรัฐธรรมนูญในรูปแบบต่าง ๆ กัน ทั้งนี้ เป็นเรื่องของแต่ละประเทศที่จะตัดสินใจว่าต้องการให้มีองค์กรรูปแบบใด โดยคำนึงถึงความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ตลอดจนความเหมาะสมกับบริบทของประเทศนั้น ๆ นั่นเอง
 
Back to top